นิตยสาร THAI DRIVER
โช๊กอัพนอกจากจะทำหน้าที่ควบคุมการเต้นของสปริง
แหนบหรือทอร์ชันบาร์แล้ว ยังมีผลเกี่ยวข้องกับประสิทธิภาพการทรงตัว
และความนุ่มนวลตลอดการขับรถยนต์ ไม่ใช่บทสรุปตายตัวว่า โช้กอัพที่มีความหนืดมาก
(หรือเรียกกันว่าแข็ง) จะมีจุดเด่น คือ ให้ความมั่นคงขณะขับความเร็วสูง
แต่มีจุดด้อยด้านความกระด้างเมื่อขับช้า ๆ และในทางกลับกัน โช้กอัพนิ่ม ๆ
จะเด่นในด้านความนุ่มนวลเมื่อขับช้า และมีผลให้รถยนต์มีอาการโคลงช่วงความเร็วสูง
เพราะยังต้องเกี่ยวข้องกับองค์ประกอบอื่นอีกมากมาย เช่น รูปแบบ และวัสดุของระบบช่วงล่าง
สปริง (หรือแหนบ และทอร์ชันบาร์) การบิดตัวของตัวถัง แต่ในการใช้งานจริงก็พบว่า
ความแข็งของโช้กอัพ มีส่วนเกี่ยวข้องกับความนุ่มนวล และอาการโคลงอยู่ไม่น้อย เช่น
ถ้าชอบขับเร็วบ่อย ๆ ก็ต้องยอมกระด้างกับโช้กอัพที่หนืดมากหน่อย หรือถ้าอยากได้ความนุ่มนวล
ก็เลือกใช้โช้กอัพหนืดน้อย ๆ นิ่ม ๆ แล้วต้องยอมโคลงบ้างเมื่อขับเร็ว
ได้อย่างก็ต้องยอมเสียอย่าง จะให้ทั้งนุ่มนวล และไม่โคลงเป็นเรื่องยาก
แต่ในซีกของผู้ผลิต ก็มีความพยายามจะทำให้โช้กอัพ ทั้งนุ่มนวล
ทั้งทรงตัวดีตลอดการขับขี่
โช้กอัพแบบปรับความแข็งได้
มักเป็นชุดแต่งที่ไม่ได้ติดมากับรถยนต์จากโรงงานประกอบ ส่วยใหญ่เป็นแบบปรับด้วยมือ
โดยมี 2 แบบหลัก คือ 1. ปุ่มหมุนที่ข้างกระบอก หรือ 2. ไขที่แกน ซึ่งแยกย่อยได้อีก
2 แบบ คือ 2.1 ต้องถอดออกมาจากรถยนต์แล้วค่อยปรับ โดยการกดแกนจนสุด
แล้วหมุนแกนเพื่อปรับวาล์วภายใน 2.2 ไขที่ยอดของแกน
ซึ่งมีไส้ขนาดเล็กซ้อนอยู่ด้านใน สอดลงไปรับวาล์วที่ปลายแกนด้านล่าง
ปัจจุบันนี้ ผู้ผลิตโช้กอัพหลายยี่ห้อ
หันมาผลิตโช้กอัพแบบปรับความแข็งโดยการหมุนปรับที่ยอดของแกนกันมากขึ้น
เพราะสามารถใช้งานได้อย่างสะดวก ไม่ต้องมุดหรือถอดล้อ หรือถอดไส้โช้กอัพออกมาปรับ
การปรับด้วยมือ ยังไม่สะดวกเพียงพอ เพราะต้องจอดรถยนต์
และเปิดฝากระโปรงเพื่อหมุนปรับ เหนือชั้นขึ้นไปอีก จึงมีการพัฒนาการปรับความหนืดของโช้กอัพด้วยไฟฟ้าขึ้นมา
โดยทั่วไปแล้ว
การปรับความแข็งหรือความหนืดของโช้กอัพ จะทำโดยการเปลี่ยนขนาดของรูสำหรับให้น้ำมันไหลผ่าน
บนตัววาล์วในกระบอกโช้กอัพ ถ้ารูมีขนาดเล็ก น้ำมันไหลผ่านยาก
โช้กอัพก็มีความหนืดมาก ขยับตัวได้ยาก (ส่วนจะเป็นการปรับช่วงยุบ-บั๊ม
หรือยืด-รีบาวน์ เป็นอีกเรื่องหนึ่ง) โช้กอัพที่ปรับความหนืดด้วยไฟฟ้า
มีใช้ในรถยนต์ในสายการผลิตเพียงไม่กี่รุ่นกี่ยี่ห้อ
และมักเป็นการติดตั้งมอเตอร์เข้ากับยอดของไส้ที่สอดไว้ในแกนโช้กอัพ
แล้วพ่วงไว้ด้วยระบบควบคุมการหมุนของมอเตอร์ ซึ่งส่วนใหญ่ปรับได้ 2-3
ระดับความแข็งเท่านั้น สรุปง่าย ๆ ก็คือ
ยังเป็นการปรับขนาดของรูที่น้ำมันจะไหลผ่าน โดยใช้วิธีหมุนไส้ภายในแกนดช้กอัพ
แต่เสริมการหมุนไส้นั้นด้วยมอเตอร์เข้าไปแทนคนหมุน
ในต่างประเทศ
จะมีรถยนต์หลายรุ่นกว่าไทยที่ใช้โช้กอัพแบบปรับความแข็งด้วยไฟฟ้า
แต่ในเมืองไทยมีแค่ไม่กี่รุ่น ที่คุ้นเคยกันก็มี นิสสัน เซฟิโร รหัสตัวถังเอ31
ขับเคลื่อนล้อหลัง ปรับได้สะดวก แค่กดสวิตช์ที่อยู่ในแผงหน้าปัด เลือกได้แค่ 2
ระดับ คือ SPORT (แข็ง) และCOMFORT
(นุ่ม)
การปรับความแข็งของโช้กอัพด้วยไฟฟ้า
ยังเป็นฝันของนักขับเท้าหนักหลายคน ที่อยากได้ทั้งความนุ่มนวล
และการทรงตัวที่ดีควบคู่กัน แต่ก็แพง
และมักจะลงเอยกับโช้กอัพชุดแต่งที่ปรับความหนืดได้ด้วยมือขณะจอดรถยนต์
เพราะมีไม่กี่สำนักแต่งที่ผลิตชุดปรับโช้กอัพด้วยไฟฟ้าออกมา หรือถ้ามีก็แพงมาก
EDFC-Electronic Damping Force Controller
TEIN
สำนักแต่งจากญี่ปุ่นที่เน้นการโมดิฟายช่วงล่าง
ได้ผลิตอุปกรณ์ช่วยปรับความแข็งของโช้กอัพด้วยระบบไฟฟ้า เพื่อนำไปติดตั้งเสริมเข้ากับโช้กอัพที่สามารถปรับความแข็ง
ได้ด้วยการหมุนไส้ภายในแกนจากด้านบน EDFC ประกอบด้วยมอเตอร์ขนาดเล็ก 4
ตัว (มอเตอร์ 1 ตัว ต่อโช้กอัพ 1 ตัว) เป็นแบบ STEP
MOTOR
สามารถหมุนและหยุดเป็นจังหวะได้, ชุดสายไฟ
และตัวควบคุมแบบอิเล็กทรอนิกส์ พร้อมจอแสดงสถานะ ขนาด ผ DIN
สำหรับติดตั้งในห้องโดยสาร
อุปกรณ์นี้ไม่ได้ทำให้โช้กอัพธรรมดาสามารปรับความหนืดได้
แต่เป็นอุปกรณ์เสิรมสำหรับติดตั้งเข้ากับยอดแกนของโช้กอัพที่ปรับได้อยู่แล้ว
เพื่อให้ผู้ขับสามารถปรับความหนืดได้จากภายในห้องโดยสาร
ตัวกล่องมอเตอร์จะมีรูเกลียวตัวเมียสำหรับไขติดกับเกลียวตัวผู้รอบนอกยอดของแกนโช้กอัพ
และตัวมอเตอร์มีแกนโผล่ลงไปเสียบกับยอดของไส้ใน ที่แหย่ลงไปปรับวาล์วด้านล่าง
ซึ่งซ้อนอยู่ในแกนโช้กอัพ เมื่อจ่ายไฟให้มอเตอร์หมุน ก็จะพาไส้ในให้หมุนตาม
ซึ่งเป็นการปรับความหนืดจากการหรี่หรือขยายรูบนตัววาล์วภายในโช้กอัพที่จะให้น้ำมันไหลผ่าน
ตามพื้นฐานเดิมของโช้กอัพตัวนั้น
ตัวมอเตอร์หมุนได้ทั้งหมด 16 จังหวะ
(แต่ละจังหวะจะขยับเพียงเล็กน้อยเท่านั้น)
โดยสามารถเพิ่มความละเอียดให้มอเตอร์หมุนครั้งละครึ่งจังหวะ กลายเป็นถึง 32 จังหวะ
แต่ในการใช้งานจริง การปรับจังหวะการหมุนของมอเตอร์ให้ละเอียดมาก ๆ
ก็เท่ากับเป็นการขยับปรับขนาดรูน้ำมันเพียงเล็กน้อย
จนยากที่ผู้ขับจะแยกอาการที่แตกต่างได้ ในการใช้งานจริงจะปรับได้กี่จังหวะ
ก็ขึ้นอยู่กับตัวโช้กอัพเป็นหลัก ถ้าหมุนไส้ปรับได้ไม่มากรอบ เมื่อใช้อุปกรณ์นี้
ก็จะทำให้ปรับได้ไม่กี่จังหวะ เพราะหมุนจากสุดด้านหนึ่งไปอีกด้านหนึ่ง
ไม่กี่จังหวะก็หมดแล้ว
การสั่งงานมอเตอร์เป็นหน้าที่ของกล่องควบคุมอิเล็กทรอนิกส์
ซึ่งเป็นหัวใจหลักของระบบนี้ เพราะตัวมอเตอร์หมุนแกนในรถยนต์ทั่วไปบางรุ่นก็มี
เพียงแต่ไม่มีสเตปละเอียดอย่างนี้ กล่องควบคุมสำหรับติดตั้งภายในห้องโดยสาร
ประกอบด้วยปุ่ม POWER สำหรับเปิด-ปิด และปุ่มปรับความหนืด
แยกไว้ด้านซ้าย-ขวาสุดของตัวควบคุม ปุ่มด้านซ้ายสำหรับโช้กอัพคู่หน้า
ปุ่มด้านขวาสำหรับคู่หลัง (ไม่สามารถแยกซ้ายขวาได้) แต่ละข้างมี 2 ปุ่มคือ SOFT และ – HARD โดยเวลากดปุ่มจะมีเสียง BEEP สามารถปรับความดังได้ 3
ระดับ หรือจะปิดเสียงก็ได้
ตรงกลางตัวเป็นหน้าจอ แสดงข้อมูลหลัก ๆ คือ FRONT และREAR
หมายถึงโช้กอัพคู่หน้า และหลัง ตามด้วยตัวเลข 2 หลัก เลขมากแสดงว่านิ่ม
หน้าจอสามารถปรับความสว่างได้ 3 ระดับ ด้านล่างของหน้าจอมีปุ่มโปรแกรม P-1, P-2 และ
P-3 สามารถตั้งความหนืดระดับที่ต้องการ
และบันทึกไว้ แค่กดปุ่มเดียว ตัวเลขความหนืดที่เคยตั้งไว้
ก็จะแสดงบนหน้าจอพร้อมกับสั่งให้มอเตอร์หมุนปรับแกน
โดยทุกครั้งที่สตาร์ตเครื่องยนต์ ระบบจะคงความหนืดเหมือนก่อนดับเครื่องยนต์
แม้จะปรับได้สะดวกเพียงปลายนิ้วสัมผัส แต่ก็มีคำเตือนจากผู้ผลิตว่า
ควรปรับเมื่อรถยนต์หยุดนิ่งเท่านั้น เพราะอาจเกิดอุบัติเหตุ
หรือทำให้ตัวมอเตอร์เสียหาย
เนื่องจากหากมีการปรับขนาดรูที่น้ำมันจะไหลผ่านในขณะที่โช้กอัพทำงานหนัก
การปรับจะยาก หรือปรับแล้วอาการตอบสนองในการขับจะเปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน
EDFC มีระบบตรวจสอบตัวเอง
ถ้าพบความผิดปกติ เช่น กระแสไฟฟ้าเกิน สายไฟขาด หรือมอเตอร์หลุดหลวม
ก็จะเตือนให้ผู้ขับทราบ โดยหน้าจอจะแสดงคำว่า ERROR ไฟที่ปุ่มโปรแกรมทั้ง 3 ปุ่ม
จะเปลี่ยนเป็นสีแดงและกระพริบเป็นจังหวะ พร้อมเสียง BEEP EDFC ต้องใช้ควบคู่กับโช๊กอัพเฉพาะยี่ห้อ TEIN
ที่เป็นแบบปรับความหนืดด้วยการหมุนไว้ภายในแกน
โดยควรเลือกรุ่นที่มีช่วงความหนืดที่สามารถปรับได้ใกล้เคียงกับความต้องการ
เพราะถ้าปรับจนแข็งสุด ยังรู้สึกว่านิ่มเกินไป หรือปรับอ่อนสุดแล้วยังแข็งเกินไป
ก็ไม่มีประโยชน์ที่จะปรับ ก่อนติดตั้ง ควรดูด้วยว่ามีที่ว่างระหว่างหัวโช้กอัพหน้ากับใต้ฝากระโปรงมากพอหรือเปล่า
ส่วนด้านหลังไม่น่ามีปัญหาติดขัดใด ๆ โดย EDFC มีราคาในญี่ปุ่นประมาณ
15,000 บาท (ไม่รวมโช้กอัพ)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น